ธรรมาภิบาลในสังคมไทย

บทความ โดย
รศ.ดร.บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

ธรรมาภิบาลมักเป็นที่รู้จักของผู้คนที่มีการศึกษาสูง แต่คนชายขอบจำนวนมากยังไม่ทราบว่าธรร มาภิบาลคืออะไร อาจเคยได้ยินคำนี้แต่อาจไม่ทราบความหมาย แท้จริงเป็นคำสองคำ คือ ธรรม และ อภิธรรม คำว่า ธรรม เป็นเรื่องธรรมชาติ ความจริงหรือศีลธรรมความดี ส่วนคำว่า อภิบาล เป็นเรื่อง เกี่ยวกับการปกครองหรือการบริหารกิจการบ้านเมือง รวมกันแล้วธรรมาภิบาลหมายถึง การปกครอง อย่างมีคุณธรรมหรือการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในสมัยโบราณครั้งพุทธกาล เชื่อว่าผู้ปกครองทีดีต้องมีคุณธรรม ในแผ่นดินที่ปกครองด้วยกษัตริย์ หรือราชา ต้องมีทศพิศราชธรรมปรากฏในพระสูตร ปรากฏพระคาถาว่า “ทาน สีล ปริจฺจาค อาชฺชว มทฺทว ตปํ อกฺโกธ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจ อวิโรธน ”  หรือ ทาน ศีล บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ควรเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความเที่ยงธรรม รวม 10 ประการ (ทศ แปลว่า 10) สำหรับกษัตริย์หรือพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นจักรพรรดิที่ดีต้องมีจักรวรรดิวัตร 12 ประการ ได้แก่
1) ควร อนุเคราะห์คนในและนอกราชส านักให้มีความสุข ไม่ปล่อยปละละเลย
2) ผูกไมตรีกับประเทศอื่น
3) อนุเคราะห์พระบรมวงศานุวงศ์
4) ควรเกื้อกูลนักบวช พอค้า และประชาชน
5) ควรอนุเคราะห์ชาวชนบท
6) อุปการะบรรพชิตผู้มีศีล
7) ควรอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
8) ชักนำให้ประชาชนอยู่ใน ศีลธรรมอันดี
9) ให้ผู้ประกอบอาชีพทุจริตหันมาประกอบสัมมาอาชีพ
10) ศึกษาธรรมให้รู้แจ้ง
11) ไม่เสด็จ ไปในสถานที่มิควรไป และ
12) มิควรปรารถนาลาภอันมิควรได้

จะเห็นได้ว่า การปกครองอย่างมีคุณธรรม มีมาแต่โบราณแล้ว ในยุคปัจจุบันมักมีการเรียกหาธรรมาธิปไตยหรือการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยผู้ปกครองที่มี คุณธรรม ผู้มีอ านาจจากการท ารัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549 และ 2557 ต่างมีนโยบายส่งเสริมธรรมาภิบาล ทั้งๆที่มีตัวแบบที่ดีอยู่แล้วในบ้านเมือง แต่ไพร่ฟ้าประชาชีไม่ท าตาม เรามีในหลวงที่แสนประเสริฐ แต่มีข้าราชบริพารส่วนมากแสนเลว บางคนเลวกว่าสุนัขทรงเลี้ยงเสียอีก ในปี พ.ศ. 2546 ได้มีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 25463 โดยกำหนดว่า การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมาย 7 ประการ ประกอบด้วย

1) เกิดประโยชน์สุขของประชาชน
2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
3) มี ประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
4) ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น
5) ทันต่อ สถานการณ์
6) สนองตอบต่อประโยชน์ของประชาชน และ
7) มีการประเมินผลการทำงาน

แต่หลังจากนั้น เป็นต้นมา กลับมีการเรียกหาธรรมาภิบาลเสียงอึกอึงมากยิ่งขึ้น แสดงว่ากฤษฎีกาดังกล่าวใช้ไม่ได้ผล ปัจจุบันได้มีผู้เสนอให้นำหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ขององค์การสหประชาชาติมา ใช้แทนพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวแล้ว4 เนื่องจากหลักธรรมาภิบาลขององค์การสหประชาชาติมี ความหมายครอบคลุมทั้งหลักธรรมทางศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม และความถูกต้องชอบธรรม ซึ่งจะช่วย ให้การทำงานของทุกภาคส่วนดีขึ้น เป็นประโยชน์แก่ชาติมาก ทว่าหลักธรรมาภิบาลขององค์การ สหประชาชาติประกอบด้วย
(1) การมีส่วนร่วม
(2) ยึดหลักนิติธรรม
(3) โปร่งใส
(4) ตอบสนองทันการ
(5) เห็นชอบร่วมกัน
(6) เสมอภาค
(7) ประสิทธิภาพและประสิทธิผล และ
(8) ความรับผิดชอบ

จะดีกว่า ของเดิมอย่างไร ไม่ลองไม่รู้ครับ รศ.ดร.บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

เอกสารอ้างอิง
1. วิกิพีเดีย. 2558. ทศพิธราชธรรม. ค้นจาก http://th.wikipedia.org เมื่อ 2 มกราคม 2558.
2. หอจดหมายเหตุอัครมณฑลกรุงเทพฯ. 2558. วัฒนธรรมการเมืองการปกครอง. ค้นจาก http://haab.catholic.or.th เมื่อ 2 มกราคม 2558.
3. สำนักงานนายกรัฐมนตรี. 2546. พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี. ค้นจาก http://kodmhai.com เมื่อ 2 มกราคม 2558.
4. คลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม. 2557. ธรรมนูญของไทย. ข่าวคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม 7 (86). หน้า 3.